June 17, 2026
เข้าสู่ช่วงหน้าฝนทีไร สิ่งที่ตามมานอกจากฟ้าร้องและรถติดในกรุงเทพฯ แล้ว คือ “ยุงลาย” ตัวร้ายที่เป็นพาหะนำโรค “ไข้เลือดออก” นั่นเอง
โรคนี้เป็นภัยเงียบที่น่ากลัว เพราะอาการเริ่มต้นดูเหมือนไข้หวัดธรรมดา จนทำให้หลายคนละเลยคิดว่า “แค่กินยาพาราเดี๋ยวก็คงหาย” แต่ความจริงคือ ไข้เลือดออกอาจรุนแรงถึงขั้นเกิดภาวะช็อกจนเสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องทันเวลา
ไข้เลือดออก vs ไข้หวัดธรรมดา ต่างกันตรงไหน?
แม้ว่าทั้งสองโรคจะเริ่มต้นด้วยอาการตัวร้อนเหมือนกัน แต่เราสามารถสังเกตความแตกต่างที่ซ่อนอยู่ได้จากอาการร่วมอื่น ๆ ดังนี้
- อาการตัวร้อน (ไข้)
- ไข้เลือดออก: ไข้จะขึ้นสูงกะทันหันอย่างรวดเร็ว (มักสูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส) และไข้จะสูงลอยต่อเนื่องตลอดเวลา กินยาลดไข้เท่าไร ไข้ก็มักจะไม่ค่อยลง
- ไข้หวัดธรรมดา: ไข้จะค่อย ๆ ขึ้น และมักจะลดลงได้ดีหลังจากที่เราทานยาลดไข้และได้นอนพักผ่อน
- อาการทางระบบทางเดินหายใจ
- ไข้เลือดออก: แทบไม่มีอาการทางเดินหายใจ ไม่มีน้ำมูกไหล ไม่มีอาการไอ หรือเจ็บคอ (นี่คือจุดสังเกตสำคัญ)
- ไข้หวัดธรรมดา: มีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ มีเสมหะ และระคายคอชัดเจน
- อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย
- ไข้เลือดออก: ปวดศีรษะรุนแรง ปวดที่กระบอกตา ยิ่งเวลาเหลือกตาจะรู้สึกปวดมาก และมีอาการปวดเมื่อยตามข้อต่อและกล้ามเนื้อรุนแรง ถึงขนาดมีฝรั่งเรียกโรคนี้ว่า “Breakbone Fever” หรือไข้หักกระดูก
- ไข้หวัดธรรมดา: ปวดเมื่อยตามตัวธรรมดา ไม่รุนแรงจนขยับตัวไม่ไหว
- อาการทางระบบทางเดินอาหารและผิวหนัง
- ไข้เลือดออก: มักมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และเมื่อเข้าสู่วันที่ 2-3 อาจเริ่มมีจุดเลือดออกสีแดงเล็ก ๆ คล้ายยุงกัดตามแขน ขา หรือลำตัว
- ไข้หวัดธรรมดา: ไม่ค่อยมีอาการคลื่นไส้อาเจียนรุนแรง และไม่มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง
ไข้เลือดออก 5 สัญญาณเตือนอันตราย ที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
อ้างอิงจากแนวทางการวินิจฉัยขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าเมื่อไข้เริ่มลดลง ซึ่งมักจะอยู่ในช่วงวันที่ 3-5 ของโรค จะเป็นช่วงที่ไข้เลือดออกก้าวเข้าสู่ “ระยะวิกฤต” ที่อันตรายที่สุด หากเพื่อน ๆ หรือคนใกล้ตัวมีอาการดังต่อไปนี้ข้อใดข้อหนึ่ง ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลใหญ่ที่มีห้องฉุกเฉินทันที ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด
- ปวดท้องรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงขวา (ตำแหน่งของตับที่โตขึ้นจากโรค)
- อาเจียนอย่างต่อเนื่อง มากกว่า 3 ครั้งภายในเวลา 1 ชั่วโมง
- มีภาวะเลือดออกตามเยื่อบุ เช่น เลือดกำเดาไหลรุนแรง เลือดออกตามไรฟัน อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระมีสีดำเข้ม
- มีอาการอ่อนเพลียมาก ซึมลง หรือกระสับกระส่ายผิดปกติ มือเท้าเย็นเฉียบชื้น
- ปัสสาวะน้อยลงผิดปกติ ไม่ถ่ายปัสสาวะนานเกิน 6 ชั่วโมง
ไข้เลือดออก : ข้อห้ามสำคัญและการดูแลที่ถูกต้อง
หากสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก สิ่งแรกที่ต้องจำให้ขึ้นใจเลยคือ “ห้ามทานยาแก้ปวดลดไข้กลุ่ม NSAIDs เด็ดขาด” เช่น แอสไพริน (Aspirin), ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือไดโคลฟีแนค (Diclofenac) เนื่องจากยากลุ่มนี้จะไปยับยั้งการทำงานของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดออกในทางเดินอาหารได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
ยาลดไข้เดียวที่อนุญาตให้ใช้ได้คือ พาราเซตามอล (Paracetamol) เท่านั้น และควรทานในปริมาณที่เหมาะสม ไม่เกินวันละ 4 ครั้ง เน้นการเช็ดตัวลดไข้ ดื่มน้ำมาก ๆ โดยเฉพาะน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำผลไม้ เพื่อชดเชยน้ำที่ร่างกายสูญเสียไปจากไข้สูง
หากคุณหรือคนในครอบครัวมีอาการไข้สูงลอยเกิน 2 วัน และกังวลใจว่าจะเป็นไข้เลือดออก ไม่ต้องเดาอาการเองอยู่ที่บ้าน มาปรึกษาหมอของเราก่อนได้ที่ ใกล้หมอ คลินิก ซอยเจริญรัถ 4 วงเวียนใหญ่ ทีมแพทย์จะประเมินอาการและดูแลคุณอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณอันตรายเราพร้อมประสานงานส่งต่อไปยังโรงพยาบาลใหญ่ทันทีเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของคุณ
────────────────────────────────────────
💬 จองคิวพบหมอได้เลย ไม่ต้องรอนาน
👉 ไม่สบายแล้วไม่อยากมานั่งรอคิว แอดไลน์ได้พบหมอล่วงหน้า
LINE: @KindMoreClinic
โทร: 02-124-5743
📍 ใกล้หมอคลินิก วงเวียนใหญ่ ซอยเจริญรัถ 4 | เปิดทุกวัน 08.00–20.00 น.